จับผัว-เมียปล่อยดอกเบี้ยโหด อัดคลิปด่าลูกหนี้ จ.สุราษฎร์ธานี

View icon 103
วันที่ 5 เม.ย. 2567
เช้านี้ที่หมอชิต
แชร์
เช้านี้ที่หมอชิต - มีเจ้าหนี้รายหนึ่ง ปล่อยกู้ดอกเบี้ยโหด อัดคลิปด่าประจานลูกหนี้ สุดท้ายกลายเป็นหลักฐานให้ตำรวจตามจับกุมถึงบ้าน

จับผัว-เมียปล่อยดอกเบี้ยโหด อัดคลิปด่าลูกหนี้ จ.สุราษฎร์ธานี
นายเปรมศักดิ์ และนางสาวณิชาพร สามีภรรยา มักถ่ายคลิปขณะใช้ถ้อยคำหยาบคาย ข่มขู่ทวงเงินจากลูกหนี้ ไปประจานลงโซเชียลหลายครั้ง ทำให้เกิดความอับอาย จนมีลูกหนี้ทนไม่ไหว นำคลิปดังกล่าวไปร้องเรียนตำรวจไซเบอร์ จนกลายเป็นหลักฐานเด็ด นำไปสู่การจับกุมสามีภรรยาคู่นี้ ที่บ้านพักในตำบลปากแพรก อำเภอดอนสัก จังหวัดสุราษฎร์ธานี

เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ตรวจยึดสัญญากู้ยืมเงิน 31 ฉบับ, สำเนาบัตรประชาชนของลูกหนี้ 13 ฉบับ, สมุดจดบันทึกมีรายชื่อลูกหนี้พร้อมจำนวนเงินกู้ 2 เล่ม, สัญญากู้ยืมเงินที่ยังไม่ได้ใช้งาน, สมุดบัญชีธนาคาร 2 เล่ม, กระสุนปืนขนาด .380 จำนวน 12 นัด และโทรศัพท์มือถือ 

พล.ต.ต.ภูมิพัฒน์ ภัทรศรีวงษ์ชัย ผบก.สอท.5 เปิดเผยว่า ผู้เสียหายที่เป็นลูกหนี้รายหนึ่งของ นางสาวณิชาพร ได้กู้ยืมเงิน 10,000 บาท และต้องจ่ายดอกเบี้ยวันละ 600 บาท หรือร้อยละ 6 ต่อวัน ไปจนกว่าจะมีเงินต้น 10,000 บาทมาคืน ถ้าหากวันไหนไม่มีเงินจ่ายดอกเบี้ย จะคิดดอกเบี้ยแบบทบต้นทบดอก ทำให้ปัจจุบันผู้เสียหายรายดังกล่าวจ่ายดอกเบี้ยให้กับ นางสาวณิชาพรไปแล้วกว่า 60,000 บาท

เบื้องต้นสามีและภรรยาถูกส่งไปดำเนินคดีที่ สภ.ดอนสัก พร้อมแจ้งข้อหา 1.ร่วมกันให้บุคคลอื่นกู้ยืมเงินหรือกระทำการใด ๆ อันมีลักษณะเป็นการอำพราง การให้กู้ยืมเงินโดยมีลักษณะเรียกดอกเบี้ยเกินอัตราที่กฎหมายกำหนดไว้, 2.ประกอบธุรกิจสินเชื่อส่วนบุคคล โดยจัดหามาซึ่งเงินทุนให้ผู้อื่นกู้ยืมเงิน โดยไม่ได้รับอนุญาต 3.มีอาวุธปืน และเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต

ดีเอสไอ บุกทลายรังแอปฯ เงินกู้นอกระบบ เงินสะพัด 2,000 ล้านบาท จ.ชัยนาท
ด้าน พ.ต.ต. ยุทธนา แพรดำ รองอธิบดีรักษาราชการแทนอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) นำกำลัง พร้อมหมายศาลบุกเข้าตรวจค้นเป้าหมาย 2 จุด ในตำบลเสือโฮก และตำบลเขาท่าพระ อำเภอเมือง จังหวัดชัยนาท หลังสงสัยว่าเป็นสำนักงานปล่อยเงินกู้นอกระบบผ่านแอปพลิเคชัน และมีการคิดอัตราดอกเบี้ยเกินกฎหมายกำหนดถึง 20 เท่า

พบผู้ต้องสงสัย 2 ราย เป็นสามีภรรยากัน มีอาชีพเป็นผู้จัดการฝ่ายของโรงสีแห่งหนึ่ง และยังพบโทรศัพท์มือถือที่ใช้ในการทำผิดกว่า 10 เครื่อง, กล่องโทรศัพท์มือถือที่ถูกแกะใช้งานแล้วกว่า 60 กล่อง, ซิมการ์ดอีกเกือบ 100 เบอร์, เครื่องคอมพิวเตอร์ และสมุดบัญชีธนาคารจำนวนมาก

เมื่อตรวจสอบพบเงินหมุนเวียนรวมกว่า 2,000 ล้านบาท เบื้องต้นนำตัวผู้ต้องสงสัยทั้ง 2 คน มาสอบสวนขยายผลเชิงลึก เพื่อตรวจสอบว่ามีนายทุนรายใหญ่ หรือผู้มีอิทธิพลอยู่เบื้องหลังหรือไม่ รวมทั้งจะสอบความผิดเกี่ยวกับการฟอกเงินด้วย