เจาะประเด็นข่าว 7HD

ชัชชาติ ฟีเวอร์ พลิกกระดานการเมือง?

เจาะประเด็นข่าว 7HD - เจาะประเด็นข่าว 7HD ชวนท่านผู้ชมร่วมวิเคราะห์คณิตศาสตร์การเมือง จากสนามเลือกตั้ง ผู้ว่าฯ กทม. และ สก. ที่เพิ่งจบไปเมื่อวันที่อาทิตย์ที่ 22 พฤษภาคมที่ผ่านมา ชัยชนะแบบถล่มทลายของ คุณชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ส่งสัญญาณทางการเมืองในแง่มุมไหนบ้าง เราจะมาเจาะลึกกัน โดยขอเริ่มต้นเปิดด้วยเสียงข่มกันเบา ๆ ระหว่าง คุณชัชชาติ กับนายกรัฐมนตรี ไปฟัง

ที่ท่านผู้ชมได้ยินไปเมื่อสักครู่ เสียงของคุณชัชชาติ เป็นการพูดหลังประกาศชัยชนะ ส่วนนายกรัฐมนตรี ถูกนักข่าวสอบถามในวันถัดมาเกี่ยวกับผลการเลือกตั้ง ผู้ว่าฯ กทม.

ล่าสุดเมื่อวานนี้ ระหว่างการประชุมคณะรัฐมนตรี ยังมีรายงานว่านายกรัฐมนตรี เปรยกับหัวหน้าและเลขาธิการพรรคร่วมรัฐบาล ซึ่งก็ล้วนแต่เป็นรัฐมนตรี ขณะจิบกาแฟ กินของว่างร่วมกัน ถึงนโยบายกว่า 200 ข้อของคุณชัชชาติว่า นโยบายที่นำเสนอมานั้น มีเป็นจำนวนมาก แล้วจะทำได้จริงมากน้อยแค่ไหน ซึ่งบางนโยบาย ต้องใช้เวลาทำแบบค่อยเป็นค่อยไป ถ้าทำได้หมดอย่างนั้นจริง อำนาจก็ยิ่งกว่านายกฯ เสียอีก

ขณะเดียวกันก็เริ่มมีเสียงพูดถึงกระแสฟีเวอร์คุณชัชชาติ อาจเป็นสปริงบอร์ด ให้คุณชัชชาติกระโดดไปสู่สนามการเมืองใหญ่ โดยมีเก้าอี้นายกรัฐมนตรีเป็นปลายทาง แต่ถ้าดูจากสภาพการณ์ในขณะนี้ คงยังเป็นไปได้ยาก เพราะเมื่อคุณชัชชาติ ได้รับการประกาศรับรองจาก กกต.ให้เป็น ผู้ว่าฯ กทม. อย่างเป็นทางการเมื่อไหร่ ก็จะมีปัญหาเรื่องคุณสมบัติในบัญชี นายกรัฐมนตรีของพรรคเพื่อไทย จึงไม่น่าจะถูกเสนอชื่อเป็นนายกฯ กรณีเกิดอุบัติเหตุการเมือง โดยในมุมมองของนักสังเกตุการณ์ทางการเมือง ยังเชื่อว่า คุณชัชชาติ ยังไม่น่าจะคิดทิ้งสนามเล็กไปลงสนามใหญ่จนกว่าจะทำงานครบวาระ

ส่วนผลคะแนนที่คุณชัชชาติ มีคณิตศาสตร์การเมืองที่น่าสนใจ คือ เมื่อรวมคะแนนที่ได้ของ คุณชัชชาติ คุณวิโรจน์, ลักขณาอดิศร และ นาวาอากาศตรี ศิธา ทิวารี จะได้มากกว่า 1.7 ล้านคะแนน ส่วนฝั่ง คุณสุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์, คุณสกลธี ภัททิยกุล และพลตำรวจเอก อัศวิน ขวัญเมือง ได้คะแนนรวมแค่เกือบ 700,000 คะแนนเท่านั้น เรียกว่าถูกทิ้งห่างแบบไม่เห็นฝุ่นกว่า 1 ล้านคะแนน ทำให้มีการวิเคราะห์ไปว่าขั้วรัฐบาลเพลี่ยงพล้ำอย่างหนักในสนามนี้ และเหมารวมไปถึงสนามเลือกตั้งใหญ่ที่อาจมีขึ้นในต้นปีหน้าด้วย แต่ในสายตานายกรัฐมนตรี ไม่คิดว่าเป็นเช่นนั้น

แม้คุณชัชชาติ จะยืนยันเป็นอิสระ เพราะไม่สังกัดพรรคการเมือง แต่ชัยชนะที่ได้ก็ถูกพรรคเพื่อไทยพ่วงข้างว่า เกิดจากแรงสนับสนุนที่พรรคไม่ส่งผู้สมัคร พร้อมรวบหัวรวบหางให้เป็นหนึ่งในครอบครัวเพื่อไทย ประกาศสโลแกนใหม่ จากพรุ่งนี้ เพื่อไทย เป็น วันนี้เพื่อไทย ก็ทำให้เกิดคำถาม หลังเป็น ผู้ว่าฯ กทม. จะอิสระจริงหรือไม่

ไม่ใช่แค่คะแนน สก.ของเพื่อไทย จะแพ้คะแนนนายชัชชาติเท่านั้นที่น่าสนใจ แต่คะแนนรวม สก.ของประชาธิปัตย์ ได้ 348,852 คะแนน มากกว่าคะแนนนายสุชัชวีร์ ถึง 94,205 คะแนน

เช่นเดียวกับคะแนนรวม สก.พรรคก้าวไกล ที่มากกว่าคะแนนของนายวิโรจน์ถึง 231,979 คะแนน

ไม่แตกต่างจากคะแนนรวม สก.พรรคไทยสร้างไทย มากกว่าคะแนนของนาวาอากาศตรี ศิธา ถึง 168,255 คะแนน

เมื่อนำส่วนต่างของผลคะแนน สก. ที่หายไปจากผู้สมัครของพรรคตัวเองทั้งสามพรรค รวมกันจะมากถึง 684,566 คะแนนเลยทีเดียว เมื่อนำคะแนนนี้บวกกับคะแนนที่ สก.เพื่อไทยได้ 620,009 คะแนน จะเท่ากับ 1,304,575 คะแนน น้อยกว่าคะแนนที่นายชัชชาติได้ 81,640 คะแนน

สถิตินี้อาจบอกได้ว่าแม้แต่ฐานเสียงของสามพรรคที่กล่าวไปข้างต้น ก็ยังปันใจไปให้กับคุณชัชชาติ จนกลายเป็นความหวังว่า นี่เป็นเสียงคนกรุงเทพฯ ที่ต้องการสลายขั้วการเมืองหรือไม่

แต่การเมืองยังเป็นเรื่องต้องดูกันยาว ๆ เพราะยังมีอีกสถิติที่น่าสนใจ คือ ในขณะที่มีการมองว่าคะแนนคุณชัชชาติ คือการส่งเสียงให้ยุติการเลือกข้าง แต่ตัวเลขคะแนนที่ออกมา ซึ่งเรารายงานไว้ในข้างต้น จะเห็นว่ายุทธศาสตร์เลือกข้างเทคะแนนกลับมาใช้ได้ผลอีกครั้ง เพียงแต่เปลี่ยนข้างเท่านั้น โดยดูได้จากคะแนนปันใจจากฐานเสียงของทั้งก้าวไกลและไทยสร้างไทย ซึ่งสาเหตุที่คุณชัชชาติ โกยคะแนนไปได้เป็นกอบเป็นกำ ก็เป็นเพราะว่าฝั่งนี้พรรคเพื่อไทยไม่ส่งผู้สมัคร

แตกต่างจากฝั่งของรัฐบาล ที่คะแนนแตกออกเป็นสองเสี่ยงระหว่าง คุณสกลธี กับ พลตำรวจเอก อัศวิน ทำให้ยุทธศาสตร์เทคะแนนใช้ไม่ได้ผล ประกอบกับความนิยมของพรรคพลังประชารัฐ อยู่ในช่วงขาลงด้วย ฐานคะแนนจึงอ่อนล้าตามไปด้วย

ยิ่งเมื่อเทียบคะแนน สก. ทั้งของพรรคประชาธิปัตย์ และพลังประชารัฐ กับคะแนนที่เคยได้จากการเลือกตั้ง สส. ปี 2562 ก็ถือว่าลดลงอย่างมีนัยยะสำคัญ

โดยคะแนนของประชาธิปัตย์ ในขณะนั้น แม้ไม่ได้ สส. ใน กทม. เลย แต่ก็กวาดคะแนนไปได้ 474,100 คะแนน มากกว่าผู้สมัคร สก.ทั้ง 50 เขต ที่ได้ 348,852 คะแนน อยู่ถึง 125,248 คะแนนเลยทีเดียว

ส่วนพลังประชารัฐ คะแนนร่วงหนักกว่า เพราะเคยได้ในปี 2562 อยู่ที่ 791,983 คะแนน เหลือแค่ 274,244 คะแนน เท่ากับหายไปถึง 517,736 คะแนน

สำหรับพรรคเพื่อไทยก็ถือว่าคะแนนหดไม่ต่างกัน เพราะในปี 2562 ได้คะแนนไป 604,697 คะแนน แม้จะมากกว่าคะแนน สก. ในปีนี้ที่ 15,312 คะแนน แต่ต้องไม่ลืมว่าในปี 2562 พรรคเพื่อไทย ไม่มีคะแนนเลยใน 8 เขต เพราะไม่ได้ส่งผู้สมัคร จึงเท่ากับงานนี้ขาดทุนไม่ต่างจากพรรคประชาธิปัตย์ และพลังประชารัฐ ที่หวังแลนด์สไลด์ จึงอาจไม่ใช่เรื่องง่าย

ขณะที่ พรรคก้าวไกล เคยได้มากเป็นอันดับหนึ่งอยู่ที่ 804,262 คะแนน ก็ตกฮวบเหลือแค่ 485,530 คะแนน หดไปถึง 318,432 คะแนน ซึ่งก็ต้องถือว่านี่คือของจริงที่ก้าวไกลมีส่วนคะแนนที่หายไป อาจเป็นของไทยรักษาชาติเดิมที่ถูกยุบไป ก็เป็นไปได้

พูดถึงพรรคการเมืองที่ขาดทุนไปแล้ว มาดูพรรคการเมืองที่ได้กำไรจากการเลือกตั้งครั้งนี้กันบ้าง เริ่มจากพรรคไทยสร้างไทย ที่เริ่มจากศูนย์เพราะเป็นพรรคน้องใหม่ แม้ชวดตำแหน่ง ผู้ว่าฯ กทม. แต่ได้ สก.ไปสองที่นั่ง รวมคะแนนที่ได้ก็ไม่ขี้เหร่ อยู่ที่ 241,975 คะแนน

ปิดท้ายที่พรรคกล้า ส่งผู้สมัคร สก. 12 เขต ไม่ได้แม้แต่ที่นั่งเดียว ได้คะแนนไป 53,332 คะแนน

ก็เชื่อว่าคณิตศาสตร์การเมืองที่เราไล่เรียงให้ดู คงจะกลายเป็นฐานคะแนนให้แต่ละพรรคต้องคิดทบทวนตัวเอง ทำการบ้านให้หนัก ก่อนถึงสนามใหญ่ที่คาดว่าอาจเกิดขึ้นในช่วงต้นปีหน้า