สนามข่าว 7 สี

เด็กถูกทำร้าย ทำอย่างไร?

แนวโน้มความรุนแรงที่เกิดขึ้นในครอบครัวเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ข่าวสลด ข่าวเศร้า สะเทือนใจ ที่เรานำเสนอไปแทบจะทุกวัน โดยเฉพาะข่าวเด็กถูกคนในครอบครัวทำร้าย บาดเจ็บและเสียชีวิต อยากให้ทุกคนตระหนักว่า นี่ไม่ใช่เรื่องไกลตัว เป็นปัญหาสังคมที่ทุกคนต้องช่วยกันลดความรุนแรง และความสูญเสียที่เกิดขึ้น

เด็กถูกทำร้าย ทำอย่างไร?
ถ้าพบเห็นเด็กถูกทำร้าย หรือถูกกระทำด้วยความรุนแรงในที่สาธารณะ ให้รีบเข้าไปช่วยเหลือเด็กทันที แต่ต้องคำนึงถึงความปลอดภัยของตัวเองด้วย ถ้าช่วยได้ รีบเข้าไปช่วยก่อน

แต่ถ้ายังช่วยไม่ได้ในทันที ให้รีบแจ้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาช่วยเหลือ โดยเตรียมข้อมูลรายละเอียดที่จำเป็นให้กับเจ้าหน้าที่ เช่น เด็กที่ถูกทำร้ายเป็นใคร บ้านอยู่ที่ไหน ใครเป็นคนทำร้าย (ใคร? ทำอะไร? ที่ไหน? อย่างไร?) แจ้งชื่อและเบอร์ติดต่อของผู้แจ้ง เพื่อเจ้าหน้าที่ขอรายละเอียดเพิ่มเติม (ข้อมูลของผู้แจ้งจะถูกปิดเป็นความลับเพื่อความปลอดภัย)

นำเด็กออกมาดูแล ก่อนถูกทำร้าย
นำเด็กออกมาดูแล ก่อนส่งต่อให้เจ้าหน้าที่ กรณีที่รู้ว่าเด็กจะถูกทำร้ายในช่วงเวลาไหนบ้าง เช่น เด็กถูกทำร้ายหลังเลิกเรียนทุกวัน เราอาจจะช่วยนำเด็กมาดูแล หรือดึงเด็กออกมาจากสถานที่นั้น ๆ ในช่วงเวลานั้น เพื่อลดการถูกกระทำของเด็กในเบื้องต้น จนกว่าจะมีหน่วยงานมาช่วยเหลือ

**สายด่วนแจ้งเรื่อง ขอคำปรึกษา ศูนย์ช่วยเหลือสังคม 1300 และ มูลนิธิศูนย์พิทักษ์สิทธิเด็ก 0 2412 1196

ขั้นตอนการช่วยเหลือ
หลังจากรับแจ้งเหตุแล้ว เจ้าหน้าที่และนักจิตวิทยาเด็ก จะประสานกับผู้เกี่ยวข้องเข้าไปให้ความช่วยเหลือ ดังนี้

1. หากเป็นกรณีที่รุนแรง ทางบ้านพักเด็กและครอบครัวจังหวัด ก็สามารถที่จะนำเด็กออกมาจากผู้ปกครอง และให้การคุ้มครองทันที พร้อมอาจจะดำเนินการแจ้งความเอาผิดกับผู้ปกครองที่ทำร้ายเด็ก

2. หากเป็นกรณีที่เด็กถูกทำร้ายร่างกายไม่รุนแรง และเด็กมีความประสงค์ที่จะอยู่กับผู้ปกครอง เจ้าหน้าที่จะเข้าไปให้ความช่วยเหลือพาเด็กไปรักษาตัว และอาจนำตัวผู้ปกครองไปลงบันทึกประจำวันเพื่อเป็นหลักฐานไว้

ข้อกฎหมาย และสิทธิการคุ้มครองเด็ก 
สิ่งที่ไม่ควรทำต่อเด็ก ไม่ว่าเด็กจะยินยอมหรือไม่ ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองเด็ก พ.ศ.2546 มาตรา 26 ห้ามมิให้ผู้ใดกระทำการดังต่อไปนี้

1. ห้ามการกระทำการทารุณกรรมต่อร่างกายและจิตใจของเด็ก

2. ห้ามจงใจหรือละเลยไม่ให้สิ่งจำเป็นในการดำรงชีวิต หรือการรักษาพยาบาลของเด็กที่อยู่ในความดูแลของตน จนน่าจะเกิดอันตรายแก่ร่างกายหรือจิตใจของเด็ก

3. ห้ามบังคับ ขู่เข็ญ ชักจูง ส่งเสริม หรือยินยอมให้เด็กประพฤติตนไม่สมควร หรือน่าจะทำให้เด็กมีพฤติกรรมเสี่ยงต่อการกระทำผิด

4. ห้ามโฆษณาหรือเผยแพร่ด้วยประการใดเพื่อรับเด็กหรือยกเด็กให้แก่บุคคลอื่นที่มิใช่ญาติของเด็ก เว้นแต่เป็นการกระทำของทางราชการหรือได้รับอนุญาตจากทางราชการแล้ว

5. ห้ามบังคับ ขู่เข็ญ ชักจูง ส่งเสริม ยินยอม หรือกระทำด้วยประการใดให้เด็กไปเป็นขอทาน เด็กเร่ร่อน หรือใช้เด็กเป็นเครื่องมือในการขอทานหรือการกระทำผิด หรือการกระทำด้วยประการใดอันเป็นการแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบจากเด็ก

6. ห้ามใช้ จ้าง หรือวานให้เด็กทำงาน หรือกระทำการอันอาจเป็นอันตรายแก่ร่างกายหรือจิตใจ มีผลกระทบต่อการเจริญเติบ หรือขัดขวางต่อพัฒนาการของเด็ก

7. ห้ามบังคับ ขู่เข็ญ ชักจูง ยุยง ส่งเสริม หรือยินยอมให้เด็กเล่นกีฬาหรือให้กระทำการใดเพื่อแสวงหาประโยชน์ทางการค้า อันมีลักษณะเป็นการขัดขวางต่อการเจริญเติบโตหรือพัฒนาการของเด็ก หรือมีลักษณะเป็นการทารุณกรรมต่อเด็ก

8. ห้ามใช้หรือยินยอมให้เด็กเล่นการพนันไม่ว่าชนิดใด หรือเข้าไปในสถานที่เล่นการพนัน สถานค้าประเวณี หรือสถานที่ห้ามมิให้เด็กเข้า

9. ห้ามบังคับ ขู่เข็ญ ชักจูง ยุยง ส่งเสริม หรือยินยอมให้เด็กแสดงหรือกระทำการอันมีลักษณะลามกอนาจาร ไม่ว่าจะเป็นไปเพื่อให้ได้มาซึ่งค่าตอบแทนหรือเพื่อการใด

10. ห้ามจำหน่าย แลกเปลี่ยน หรือให้สุราหรือบุหรี่แก่เด็ก เว้นแต่การปฏิบติทางการแพทย์ 
 
ความผิดและบทลงโทษ พ.ร.บ.คุ้มครองเด็ก
ความผิดตาม พ.ร.บ.คุ้มครองเด็ก พ.ศ.2546 มาตรา 26 บัญญัติห้ามการกระทำหรือละเว้นการกระทำอันเป็นการทารุณกรรมต่อร่างกายหรือจิตใจของเด็ก หากมีการกระทำทารุณกรรมเกิดขึ้น

โทษ : ระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 เดือน ปรับไม่เกิน 30,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ 

แต่ถ้าโทษตามกฎหมายอาญาสูงกว่า ก็ให้ใช้โทษตามกฎหมายอาญา

ความผิดตามกฎหมายอาญา
มาตรา 391 : ผู้ใดใช้กำลังทำร้ายผู้อื่นโดยไม่เป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่ร่างกายหรือจิตใจ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 เดือน หรือปรับเกิน 1,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

มาตรา 295 : ผู้ใดทำร้ายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่ร่างกายหรือจิตใจของผู้อื่นนั้น ผู้นั้นกระทำผิดฐานทำร้ายร่างกาย ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับเกิน 4,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

มาตรา 297 : ผู้ใดกระทำผิดฐานทำร้ายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้ผู้ถูกทำร้ายรับอันตรายสาหัส เช่น ความเสียหายทางอวัยวะ ทุพพลภาพ หรือเจ็บป่วย ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 6 เดือน - 10 ปี

แนวโน้มความรุนแรงในเด็กเพิ่มขึ้น
ข้อมูลน่าตกใจ แนวโน้มความรุนแรงเพิ่มขึ้น พบความรุนแรงเกิดขึ้นในครอบครัวเป็นหลายแสนราย แต่มีการแจ้งสายด่วนเข้าไปช่วยเหลือแค่หลักพันเท่านั้น

สถิติของกระทรวงสาธารณสุข ในปี 2560 เก็บข้อมูลจากโรงพยาบาล 622 แห่ง ในประเทศไทย พบว่ามีเด็กเกือบ 9,000 คน ต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลเนื่องจากถูกทำร้ายร่างกาย และถูกล่วงละเมิดทางเพศ

เช่นเดียวกับผลสำรวจสถานการณ์เด็กและสตรีในประเทศไทยปี 2558-2559 โดยสำนักงานสถิติแห่งชาติ พบว่ามีเด็กอายุระหว่าง 1-14 ปี จำนวนร้อยละ 4 หรือคิดเป็นประมาณ 470,000 คน เคยถูกลงโทษทางร่างกายอย่างรุนแรงมากที่บ้าน ในขณะที่แต่ละปี กลับมีผู้แจ้งเหตุรุนแรงต่อเด็ก ผ่านสายด่วน 1300 เพียงแค่ 3,266 ราย

ข้อมูลของศูนย์ปฏิบัติการสถานการณ์ความรุนแรงในครอบครัว สถิติความรุนแรงที่เกิดขึ้นในครอบครัว ตั้งแต่ปี 2559-2563 มีแนวโน้มสูงขึ้นคิดเป็น 1,400 ราย/ปี (ส่วนใหญ่เกิดขึ้นกับเด็กและสตรี)

ผลการสำรวจในช่วงเดือนตุลาคม 2562 - เมษายน 2563 พบว่า เป็นความรุนแรงทางร่างกาย 87% เป็นความรุนแรงทางเพศ 9% และ เป็นความรุนแรงทางจิตใจ 4%

ในช่วงที่มีการระบาดของโควิด-19 ความรุนแรงในครอบครัวของประเทศไทยเพิ่มสูงขึ้นถึง 66% สาเหตุส่วนใหญ่มาจากความเครียดทางเศรษฐกิจ ที่ส่งผลต่อรายได้ในครอบครัว และการใช้สารเสพติด

เหตุผลที่ผู้ถูกกระทำยอมอดทน และทำให้ความรุนแรงในครอบครัวของประเทศไทยที่เพิ่มขึ้น ส่วนหนึ่งเป็นเพราะคนไทยส่วนใหญ่ "ไม่นิยมแจ้งความ" เมื่อพบหรือประสบกับความรุนแรงในครอบครัว มีเพียง 17% เท่านั้น ที่กล้าออกมาเปิดเผยเอง และร้องขอความช่วยเหลือ

ผลที่ตามมา บาดแผลทางกายและจิตใจไปตลอดชีวิต ทำลายพัฒนาโครงสร้างทางสมองของเด็ก บั่นทอนความสามารถการเรียนรู้ ส่งผลให้เด็กเติบโตไปเป็นผู้ใหญ่ที่ใช้ความรุนแรง และยังเสี่ยงต่อภาวะซึมเศร้า วิตกกังวล การทำร้ายตัวเอง ไปจนถึงการฆ่าตัวตายด้วย

ที่ผ่านมา เหตุการณ์ความรุนแรงในครอบครัวอาจเกิดภาวะป่วยทางจิตจากเหตุรุนแรง หรือที่เรียกกันว่า โรค PTSD (Post-Traumatic Stress Disorder) เป็นสภาวะจิตใจของผู้ป่วยที่ได้รับการกระทบกระเทือนจากการถูกทำร้ายร่างกาย การถูกข่มขืน ภาวะนี้เกิดขึ้นได้ทั้งผู้ที่ประสบกับเหตุการณ์โดยตรง และผู้ที่ได้รับผลกระทบทางอ้อม 

สำหรับอาการในระยะแรกของโรค PTSD ผู้ป่วยจะเห็นภาพเหตุการณ์นั้นซ้ำ ๆ จนทำให้เกิดภาพหลอน ฝันร้าย เกิดความตื่นกลัว ไม่มีความสุขในการใช้ชีวิต ส่งผลต่อสภาวะทางจิตใจของผู้ป่วยจนนำไปสู่โรคภาวะทางจิตอื่น ๆ เช่น โรคซึมเศร้า โรคกลัว โรควิตกกังวล รวมไปถึงมีพฤติกรรมที่เป็นอันตราย การทำร้ายตนเอง หรือหันไปใช้สารเสพติด