7HDร้อนออนไลน์

ค่าเงินบาทอ่อนเพราะสถานการณ์โควิดที่แย่ลงและเศรษฐกิจไทยฟื้นตัวช้ากว่าประเทศอื่น

#เศรษฐศาสตร์ตลาดสด คาดว่าค่าเงินบาทจะอ่อนลงหากมีจำนวนผู้ติดเชื้อและผู้เสียชีวิตจากการติดเชื้อโควิด-19 มากขึ้น

หลังสถานการณ์การระบาดของโควิด-19 ในไทยดิ่งลง จากที่ไทยเคยมีอัตราการแพร่กระจายเชื้อและจำนวนผู้ติดเชื้อโควิด-19 รายวัน อยู่ท้ายตารางของอันดับโลก กลายมาอยู่อันดับต้นๆ ของโลก ทำให้นักลงทุนเริ่มขาดความเชื่อมั่นในเศรษฐกิจไทย ส่งผลให้ค่าเงินบาทอ่อนตัวลง แม้ว่าในปีนี้จะมีการส่งออกที่กลับมาฟื้นตัวอันเป็นผลจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในยุโรปและอเมริกา

ไม่ใช่เพียงแต่ประเทศไทยที่กำลังพบกับการระบาดระลอกใหม่ของโควิด-19 สถานการณ์การระบาดของโควิด-19 ในเอเชียแย่ลงในปีนี้เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว ทำให้ล่าสุดเมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม 2564 IMF ปรับลดตัวเลขคาดการณ์อัตราการเติบโตเศรษฐกิจของภูมิภาคเอเชียในปีนี้ลง 1.1% จากตัวเลขคาดการณ์เมื่อเดือนเมษายน 2564 มาอยู่ที่อัตราการเติบโต 7.5%

ประเทศที่ถูกปรับลดมากที่สุด คือ อินเดีย (ลดลง 3% จากตัวเลขคาดการณ์ในเดือนเมษายน 2564) และประเทศสมาชิกหลักของอาเซียน 5 ประเทศ ถูกปรับตัวเลขลดลง 0.6% จากตัวเลขคาดการณ์ในเดือนเมษายน 2564 โดยมีประเทศมาเลเซีย (ลดลง 1.8%) ฟิลิปปินส์ (ลดลง 1.5%) ไทย (ลดลง 0.5%)  อินโดนีเซีย (ลดลง 0.4%)

แม้ IMF ปรับลดตัวเลขอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยน้อยกว่าประเทศอื่น โดยคาดว่าอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยในปีนี้จะอยู่ที่ 2.1% เท่านั้น ซึ่งนับว่าเป็นอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่ต่ำที่สุดในบรรดา 30 ประเทศที่ IMF มีการปรับตัวเลขคาดการณ์ในเดือนกรกฏาคมนี้
******
ในช่วงเดือนเมษายน 2563 – ธันวาคม 2563
เงินบาทแข็งค่า 9.2% เมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ (เฉลี่ยแข็งค่า 1.02% ต่อเดือน) 3.3% เมื่อเทียบกับเงินเยน 1.1% เมื่อเทียบกับเงินหยวนของจีน และ 1% เมื่อเทียบกับดอลลาร์สิงคโปร์ แม้สถานการณ์โควิด-19 ในยุโรปจะแย่กว่าไทย แต่เงินบาทกลับอ่อนค่า 2.8% เมื่อเทียบกับยูโร และ 0.4% เมื่อเทียบกับเงินปอนด์สเตอร์ลิงของประเทศสหราชอาณาจักร เป็นผลมาจากความชัดเจนในเรื่องของการออกจากการเป็นประเทศสมาชิกอียูของประเทศสหราชอาณาจักร

ในช่วงมกราคม 2564 – กรกฏาคม 2564
เงินบาทอ่อนค่าเมื่อเทียบกับเงินสกุลต่างๆ ทั่วโลกไม่เว้นแม้แต่สกุลเงินในอาเซียนที่แม้จะมีการระบาดอีกระลอกเช่นกัน (ยกเว้นเงิน Kyat ของพม่า) โดยอ่อนค่ามากที่สุดที่ 12.7% เมื่อเทียบกับเงินปอนด์สเตอร์ลิง เนื่องจากสถานการณ์ในประเทศสหราชอาณาจักรดีขึ้นมาก และดีกว่าประเทศอื่นๆ คือมีสัดส่วนประชากรที่ได้รับวัคซีนสูงกว่าประเทศอื่น แม้จะมีจำนวนผู้ติดเชื้อสูงกว่าประเทศอื่นแต่มีแนวโน้มลดลงเรื่อยๆ และมีจำนวนผู้เสียชีวิตต่ำกว่าประเทศอื่นๆ

รองลงมาคืออ่อนค่า 10.7% เมื่อเทียบกับเงินหยวนของจีน 10.3% เมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ 7.1% เมื่อเทียบกับดอลลาร์สิงคโปร์ และ 6.7% เมื่อเทียบกับยูโร จะเห็นว่าประเทศเหล่านี้ล้วนแต่มีการจัดฉีดวัคซีนให้กับประชากรแล้วในสัดส่วนที่สูงและมีการจัดหาวัคซีนให้กับทุกคนในประเทศ สร้างความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจ แม้จะมีจำนวนผู้ติดเชื้อไม่ได้น้อยไปกว่าไทยเลย

ณ ปัจจุบัน เงินบาทได้กลับมาอยู่ในระดับที่อ่อนค่ากว่าเมื่อเดือนเมษายน 2563 แล้ว ตราบใดที่สัดส่วนการฉีดวัคซีนในประเทศยังต่ำกว่าประเทศอื่น และจำนวนผู้ติดเชื้อและเสียชีวิตจากการระบาดโควิดยังคงสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ก็จะไม่สามารถสร้างความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจให้กับนักลงทุนและคู่ค้าในต่างประเทศได้ ค่าเงินบาทก็อาจจะอ่อนตัวต่อไปอีก 

อย่างไรก็ดี ค่าเงินบาทอาจกลับแข็งขึ้นได้เล็กน้อยในปลายปีหากมีวัคซีนทางเลือกเข้ามาเพิ่มเติมได้ตามที่ประชาชนเฝ้ารอ และหากจำนวนผู้เสียชีวิตจากการติดเชื้อลดลงในไตรมาสสุดท้ายตามการเพิ่มขึ้นของสัดส่วนประชากรที่ได้รับวัคซีน